ก่อนเลือกแบบบ้าน สิ่งแรกที่ควรดูคือที่ดินของเรา เพราะขนาดและรูปทรงของพื้นที่มีผลโดยตรง ต่อการวางตำแหน่งบ้าน ทางเข้าออก ที่จอดรถ และพื้นที่โดยรอบ
แบบบ้านเดียวกันเมื่อนำไปวางบนที่ดินคนละรูปแบบ อาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกแบบบ้านจึงควรเริ่มจากการดูข้อจำกัด และศักยภาพของที่ดินก่อน
เริ่มจากขนาดและรูปทรงของที่ดิน
ที่ดินแต่ละแปลงมีขนาดและรูปทรงไม่เหมือนกัน บางแปลงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า บางแปลงมีหน้ากว้างแต่ความลึกไม่มาก หรือบางแปลงมีรูปทรงที่ต้องวางแผนเป็นพิเศษ
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยกำหนดว่าบ้านควรวางในลักษณะใด และควรเลือกแบบบ้านที่มีขนาดหรือรูปแบบเหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้เหลือพื้นที่รอบบ้านสำหรับการใช้งานอย่างเพียงพอ
ทิศทางก็มีผลต่อการวางบ้าน
นอกจากขนาดที่ดินแล้ว ทิศทางของแสงและลม ก็เป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา การวางตำแหน่งห้องและช่องเปิดให้เหมาะสม สามารถช่วยให้บ้านได้รับแสงธรรมชาติ และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยมากขึ้น
อย่าลืมพื้นที่รอบบ้าน
การออกแบบบ้านไม่ควรใช้พื้นที่ทั้งหมดไปกับตัวอาคาร เพราะพื้นที่รอบบ้านก็มีความสำคัญต่อการใช้งาน เช่น ที่จอดรถ ทางเดิน พื้นที่ซักล้าง สวน หรือพื้นที่สำหรับกิจกรรมของครอบครัว
- ทางเข้าและพื้นที่จอดรถ
- พื้นที่เดินรอบบ้านและพื้นที่บริการ
- พื้นที่สวนหรือพื้นที่พักผ่อน
- ตำแหน่งประตู หน้าต่าง และช่องเปิด
แบบบ้านควรปรับให้เข้ากับที่ดิน
หากมีแบบบ้านที่ชอบอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำแบบนั้นมาวางบนที่ดินโดยตรงเสมอไป เพราะรายละเอียดบางส่วนสามารถปรับให้เหมาะกับพื้นที่ได้ ทั้งขนาดห้อง ตำแหน่งห้อง ทางเข้าออก และการวางอาคารบนที่ดิน
การเริ่มต้นจากที่ดินจริงแล้วค่อยวางแนวทางของบ้าน จะช่วยให้ได้พื้นที่ใช้สอยที่เหมาะสม และทำให้บ้านตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่า การเลือกแบบจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
บ้านที่เหมาะ เริ่มจากที่ดินที่มี
ที่ดินแต่ละแปลงมีรายละเอียดเฉพาะตัว การออกแบบบ้านจึงควรพิจารณาทั้งขนาด รูปทรง ทิศทาง และการใช้งานของเจ้าของบ้านไปพร้อมกัน
เมื่อเข้าใจที่ดินก่อน การเลือกหรือปรับแบบบ้านก็จะทำได้ง่ายขึ้น และสามารถใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม